ประวัติผู้ก่อตั้ง

คาร์ล และ ทัศนีย์ มอร์สบัค

คาร์ล มาเมืองไทยใน พ.ศ 2516 โดยมาทำงานเป็นผู้บริหารของบริษัษเกี่ยวกับเคมีของเยอรมัน ชื่อบริษัท Henkel .นอกจากรับผิดชอบงานในบริษัทแล้ว คาร์ลยังแบ่งเวลาไปช่วยงานในค่ายผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา ในช่วงสงครามพอลพต และ ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆ และบริษัทแม่ในเยอรมัน เขาสามารถหาหมอได้ถึง 18 คน เพื่อเดินทางไปช่วยที่ค่ายผู้ลี้ภัย ในตอนนั้นสามารถช่วยเด็กๆได้กว่า 100 คน.

หลังจากได้พบภรรยา คือ คุณทัศนีย์ ผู้ซึ่งเป็นครู และ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเยอรมัน  พวกเขาได้ช่วยกันหาทุนสร้างโรงเรียนในเขตชายแดนไทย-พม่า ได้ 5 โรงเรียน ซึ่งอยู่ในความดูแลของ ตำรวจตระเวณชายแดน ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตรราชสุดา.

Baan Gerda, Thailand

ต่อจากนั้นพวกเขาหันมาสนใจปัญหาเกี่ยวกับโรคเอดส์ และ เด็กกำพร้าที่ติดเชื้อ HIV โดยเริ่มสร้างบ้านแกร์ด้าหลังแรกด้วยเงินส่วนตัว เมื่อปี พ.ศ 2544 และเมื่อพบว่าปัญหาเด็กติดเชื้อHIV มีมากขึ้นจึงได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และ ระดมทุนเพื่อทำโครงการบ้านแกร์ด้าต่อไป ปัจจุบันเรามีบ้านจำนวน 8 หลัง ดูแลเด็กๆกว่า 80 คน (พ.ศ 2551 ) .

ในปี พ.ศ 2549 ประเทศเยอรมันได้มอบรางวัล The Grand Cross of the Order of Merit แก่ คาร์ล และ ทัศนีย์ ในการทำงานเพื่อมนุษยชน.

 

ทำไมคุณถึงทำโครงการ บ้านแกร์ด้า ?
คาร์ล: "ปัญหาเกี่ยวกับโรคเอดส์ในยุค 1990 (ประมาณ พ.ศ 2533 ) มีเด็กมากมายเกิดมาแล้วติดเชื้อไวรัส HIV และต้องเสียพ่อแม่ไปด้วยโรคเอดส์ พวกเขาไม่มีที่อยู่ ไม่มีใครต้องการจะดูแล เราจึงสร้างบ้านแกร์ด้าหลังแรกขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่พักแก่เด็กๆ ในช่วยสุดท้ายของชีวิตของพวกเขา และ ให้เขาได้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป การแพทย์ก้าวหน้าขึ้น บ้านแกร์ด้าจึงไม่ใช่ที่สำหรับรอวันตายอีกต่อไป แต่เป็นที่สำหรับ การมีชีวิตอยู่."

ช่วยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ ประสบการณ์ในช่วงแรกๆ ที่รับเด็กๆเข้ามาอยู่ ?
ทัศนีย์: "ในช่วงแรก เรารับเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อมาจาก วัดพระบาทน้ำพุ ในช่วงเดือนแรกๆ เราลำบากกันมาก เพราะไม่มีประสบการณ์ในการดูแลเด็กที่ติดเชื้อ และไม่มีใครเข้ามาช่วยเรา เราจึงรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถช่วยเหลือเด็กๆได้เต็มที่ จน คุณหมอจินตนาถ ซึ่งมาจาก HIV/NAT เข้ามาช่วยเรา สถานการณ์ดีขึ้น เด็กๆได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง."

สังคมไทย มีความรู้สึกอย่างไรกับผู้ติดเชื้อ ?
คาร์ล: "มีความพยายามมากมายจากรัฐบาลไทย และ องค์กรต่างๆที่จะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์ และในปัจจุบันคนก็เริ่มมีความเข้าใจมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่เด็กที่ติดเชื้อ HIV ถูกทอดทิ้งให้ตาย เพราะไม่มีใครกล้าจะดูแล และที่บ้านแกร์ด้า เราได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่มีความเข้าใจเรื่องโรคเอดส์อย่างดี."

มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หลังจากสร้างบ้านหลังแรกในปี 2544?
ทัศนีย์: "สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากก็คือ มียาต้านไวรัสHIV แจกฟรี ในระบบประกันสุขภาพต่างๆ การที่มียากินก็ทำให้ผู้ติดเชื้อ และ เด็กๆที่ติดเชื้อ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ มีชีวิตยาวนานขึ้น แต่บางทีสิ่งนี้ก็เหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตที่ดีขึ้น อีกด้านก็ทำให้วัยรุ่นเข้าใจผิดๆว่า เอดส์ก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ทำให้ละเลยในการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ทำให้อัตราการติดเชื้อในหมู่วัยรุ่น สูงขึ้น แต่อัตราการติดเชื้อในผู้ใหญ่จะลดลง."

อะไรคือแผนสำหรับอนาคตของบ้านแกร์ด้า?
คาร์ล: "เราจะรับเด็กๆได้ถึง 80-90 คน แล้วก็ต้องจำกัดจำนวนไว้ และในความคิดของเรา บ้านพักเด็กแบบบ้านแกร์ด้า อาจจะไม่จำเป็นในอนาคต ถ้า ชุมชน สังคม และ ครอบครัว ของเด็กๆ สามารถดูแลเด็กๆของพวกเขาเองได้."